
06
Aug
ญี่ปุ่น
พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2024
พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น พร้อมแจกพิกัดจุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดฮิตของญี่ปุ่น ในปี 2024
ฤดูใบไม้ร่วง หรือ ใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่น
ใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า "Aki" (秋) เป็นช่วงเวลาที่สวยงามและโรแมนติกมาก โดยเกิดขึ้นในช่วงเดือน กันยายน ไปจนถึงเดือน ธันวาคม ช่วงเวลาของใบไม้สีแดง และสีเหลืองสดใสนั้นค่อนข้างจะแตกต่างกันมากในญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นมีภูมิประเทศเป็นลักษณะยาว ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีจากที่ที่อากาศเย็นก่อน ทำให้ลำดับในการเปลี่ยนสีจะตรงกันข้ามกับช่วงซากุระ ทำให้ใบไม้จะค่อย ๆ เปลี่ยนสีไล่ลงไปจากเหนือสุดลงไปที่ทางใต้สุด โดยเริ่มต้นที่ฮอกไกโดนั่นเอง ช่วงเวลาเปลี่ยนสีอาจคลาดเคลื่อนแตกต่างกันไปในแต่ละปี ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและอุณหภูมิในปีนั้นๆ แม้แต่ใจกลางกรุงโตเกียว ท่านก็สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ ฤดูใบไม้ร่วงในญี่ปุ่นเป็นช่วงเวลาที่สวยงามและน่าจดจำสำหรับการท่องเที่ยวและเพลิดเพลินกับธรรมชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ในฤดูกาลนี้ก็คงไม่พ้นเรื่องของการเดินทางมาชมใบไม้เปลี่ยนสีทั่วประเทศญี่ปุ่นที่เหล่าต้นไม้จะค่อยๆ แต้มสีใบให้กลายเป็นสีเหลือง สีส้ม สีแดงสดใส ก่อนจะร่วงโรยไปสู่ฤดูหนาว
วันนี้ "เฟิร์สสตาร์" มาสรุปพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีของแต่ละเมืองโดยประมาณของ ปี 2024 ไว้คร่าวๆ หากท่านใดมีแพลนเที่ยวญี่ปุ่นช่วงปลายปีนี้ จะได้วางแผนเลือกช่วงเวลาเดินทางกันง่ายขึ้น ไปดูกันเลย
เกร็ดความรู้
อากาศ : ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่นอุณหภูมิเริ่มเย็นสบาย อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 15-25 องศาเซลเซียส


แจกพิกัด จุดชมเปลี่ยนสีที่ต้องไปเช็คอิน !!
1 . ย่านโจซังเค (Jozankei) เป็นแห่งอนเซ็นที่มีชื่อติดอันดับและเป็นที่รู้จักสำหรับนักเดินทาง ย่านแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากเมืองซัปโปโร ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีนั้นต้นไม้โดยรอบก็จะเปลี่ยนสีทั่วไปทั้งบริเวณ ย่านโจซังเค มีแหล่งน้ำพุร้อน 56 แห่งซึ่งพ่นน้ำแร่อุณหภูมิ 60-80 ºC ปริมาณถึง 8,600 ลิตรทุกนาที การเปิดบ่อน้ำพุร้อนเกิดขึ้นตั้งแต่โบราณสมัยเริ่มต้นเมื่อครั้งที่พระธุดงค์สร้างโรงน้ำพุร้อนบำบัดขึ้นในปี ค.ศ.1866 และน้ำอนเซ็นของย่านโจซังเค มีแร่ธาตุสูง ไม่มีสี และใสสะอาดเป็นอย่างมาก และยังเป็นย่านที่มีสถานที่ท่องเที่ยวซ่อนอยู่มากมาย
เกร็ดความรู้
เวลาทำการ : 09:00– 17:00 น
การเดินทาง : จากสถานี JR Sapporo โดยสารรถบัส Josankei Hot Springs Direct Bus Kappa Liner ไปลงที่ป้าย Josankei ใช้เวลา 1 ชั่วโมง

2 . ปราสาทมัตสึโมโต้ (Matsumoto Castle) เป็นปราสาทที่สวยงามอลังการตามากอีกหนึ่งในญี่ปุ่น ด้านในตัวปราสาทก็มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ทางประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งชุดเกราะซามูไรและอุปกรณ์ที่ใช้ระหว่างทำสงคราม ด้านนอกภาพวิวปราสาทที่มีฉากหลังเป็นภาพเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น ในแต่ละฤดูกาลก็ล้วนมีความงดงามแตกต่างกันไป นอกจากจะสวยในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ในฤดูใบไม้ผลิที่นี่ก็สวยเช่นกัน
เกร็ดความรู้
เวลาทำการ : 8:30 – 17:00 น.
การเดินทาง : สถานีที่ใกล้ปราสาทที่สุดคือ Kita-Matsumoto Station (นั่งรถไฟ JR Oito Line) โดยเดินจากสถานีเพียง 12 นาทีก็ถึงตัวปราสาท หรือเดิน 20 นาทีจาก Matsumoto Station

3 . ทะเลสาบ คาวางุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) หนึ่งใน ที่เที่ยวญี่ปุ่น ยอดฮิตตลอดกาลที่มาพร้อมกับทิวทัศน์สุดอลังการของ ภูเขาไฟฟูจิ (Mt. Fuji) สัญลักษณ์ประจำประเทศญี่ปุ่นที่ใครๆ ก็อยากไปชมด้วยตาตัวเองสักครั้ง ที่สำคัญยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์ สวนสนุก ทุ่งดอกไม้ จุดชมวิว รวมถึงรีสอร์ทที่พักสไตล์เรียวกังมากมายหลายแห่ง แล้วยังเป็นสถานที่ชมใบไม้แดง ที่มีชื่อเสียงมากอีกด้วย ภูเขาไฟฟูจิที่ยอดเขาถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว ตัดกับสีของใบไม้แดงนั้น เป็นภาพทิวทัศน์ที่แสดงออกถึงความเป็นญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ใบไม้แดงแถบนี้เกือบทั้งหมดเป็นใบของ ต้นโมมิจิ (เมเปิ้ล) ในช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดงเต็มที่
เกร็ดความรู้
เวลาทำการ : 9:00 – 17:00 น. (อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาล)
การเดินทาง : นั่งรถไฟสาย LTD. Express ที่ สถานี Shinjuku และแวะไปเปลี่ยนสายที่ สถานี Otsuki เพื่อขึ้นรถไฟขบวน Fujikyu Railway ไปยัง สถานี Kawaguchiko

4 . วัดคิโยะมิซุ “วัดน้ำใส” (Kiyomizu-dera Temple) ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่วัดแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ไม่ควรพลาด ไฮไลท์หนึ่งภายในวัดคือระเบียงของวัดประกอบไปด้วยเสาไม้ขนาดใหญ่จำนวนร้อยกว่าต้น ในอดีตสร้างขึ้นด้วยไม้ขนาดใหญ่สูงจากพื้น 12 เมตร โดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว เนื่องจากช่างไม้ใช้วิธีเข้าลิ่มด้วยภูมิปัญญาของชาวญี่ปุ่นโบราณ และบนระเบียงนั้นสามารถมองเห็นทัศนียภาพสวยงามของเกียวโตได้ทั่วทั้งตัวเมือง และ ชื่อวัดน้ำใส มาจากน้ำตกโอโตวะ บริเวณด้านล่างของระเบียงวัดเป็นหุบเขาที่เรียงรายไปด้วยต้นโมมิจิที่เปลี่ยนสีกลายเป็นสีแดงสดใส ในตอนกลางคืนก็มีการประดับไฟไลท์อัพตระการตาต่างจากบรรยากาศในตอนกลางวัน
เกร็ดความรู้
เวลาทำการ : 6:00 – 21:30 น. (เข้าชมก่อน 21:00 น.)
การเดินทาง : สถานี Kyoto โดยสารรถไฟสาย JR Nara Line ลงที่สถานี Tofukuji ใช้เวลา 3 นาที แล้วเปลี่ยนสายรถไฟ Keihan Line ไปลงที่สถานี Kiyomizu-Gojo ใช้เวลา 3 นาที จากนั้นเดินต่ออีก 20 นาที
หรือ สถานี Kyoto โดยสารรถไฟรถบัสสาย 100 หรือ 206 ลงที่ป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi ใช้เวลา 20 นาที แล้วเดินต่ออีก 10 นาที

5 . ชิราคาวะโก (Shirakawa-go) หมู่บ้านมรดกโลกที่มีจุดเด่นอยู่ที่บ้านโบราณทรงกัสโซ บรรยากาศญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่เกิดจากการอนุรักษ์สิ่งก่อสร้าง และบ้านโบราณต่างๆ ภายในพื้นที่ให้คงอยู่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งทุกวันนี้ที่หมู่บ้านก็ยังคงมีคนอาศัยอยู่จริงๆ บรรยากาศสวยงามน่าเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ได้สีสันของใบไม้มาประดับอยู่โดยรอบ ก็ยิ่งทำให้หลายคนหลงรักสถานที่แห่งนี้มากขึ้นไปอีก ไฮไลท์ของหมู่บ้านแห่งนี้คือจุดชมวิวนี้อยู่บนภูเขา จะรอรอบรถบัสเพื่อขึ้นไปชมก็ได้ หรือถ้าใครมีเวลาก็สามารถเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวได้เลยเห็นวิวใบไม้สีแดงสวยๆ บริเวณรอบๆหมู่บ้านแล้วฮิลใจสุดๆ
เกร็ดความรู้
เวลาทำการ : (อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาล)
การเดินทาง : นั่งรถไฟเจอาร์สายทาคายามะ (JR Takayama) จากนาโกย่า (Nagoya) และกิฟุ (Gifu) มายังทาคายามะ (Takayama) แล้วต่อรถบัสมายังชิราคาวะโกซึ่งจะออกจากศูนย์รถโดยสารทาคายามะ และใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที

